แอตเลติโก มาดริด ทีมในเมืองหลวงของประเทศสเปน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับชั้นนำของศึกลา ลีก้าสเปน และ อยู่ในอันดับต้นๆ ของ ตารางบอลสเปน มากว่าทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่สโมสรทำการแต่งตั้ง ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเมื่อเดือนธันวาคมปี 2011 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทีม “ตราหมี” ได้กลายเป็นทีมระดับท็อปของลีกตั้งแต่นั้นมา แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่ากุนซือวัย 49 ปีจะต้องเจอกับ
ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดตั้งแต่คุมทีมมาเลยก็ว่าได้ และมันอาจจะมาถึงทางตันของเขาในถิ่นวานด้า เมโทรโปลิตาโน่แล้วด้วยซ้ำ หลังจากที่ฟอร์มของแอตเลติโก มาดริดในระยะหลังนั้นไม่สู้ดีนัก
อันที่จริงผลงานของทีม “ตราหมี” ในเวลานี้ไม่ได้ถือว่าขี้เหร่แต่อย่างใด ยังอยู่ใน ตารางบอล อันดับที่ดีอยู่ แต่ด้วยการที่แฟนบอลนั้นเริ่มมีความคาดหวังกับสโมสร และตัวดิเอโก้ ซิเมโอเน่มากขึ้น หลังจากที่พวกเขาเริ่มใช้เงินทำการซื้อนักเตะดาวดังเข้ามาสู่ทีมตลอดหลายปีหลัง ทำให้เป้าหมายของสโมสรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป และดูเหมือนว่าพวกเขาตั้งใจที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังของลีกแดนกระทิงดุร่วมกับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด 2 อริตลอดกาลที่ฟาดฟันกันมาอย่างยาวนาน โดยพวกเขาหวังที่จะเทียบรัศมีของ 2 ทีมดังกล่าวให้จงได้ ทำให้ระดมทุนเสริมทัพเหมือนอย่างช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความกดดันตกมาอยู่ที่อดีตกองกลางของอินเตอร์ มิลาน และนักเตะเก่าของสโมสรรายนี้ทันที
ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จของทัพ “ตราหมี”

ในช่วงที่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เข้ามาคุม ทีม แอตเลติโก มาดริด ใหม่ๆ แฟนบอล และบอร์ดบริหารของสโมสรไม่ได้มีความคาดหวังอย่างทุกวันนี้ แต่ว่า “เอล โชโร่” กลับพาทีมทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปนได้สำเร็จในฤดูกาล 2013-2014 โดยมาเข้าป้ายเฉือนบาร์เซโลน่าได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ด้วยการบุกไปตามตีเสมอบาร์เซโลน่าได้สำเร็จ 1-1 จากจังหวะโหม่งของดิเอโก้ โกดิน ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ไปในที่สุด ซึ่งหากว่าพวกเขาแพ้ให้กับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” นัดนั้น แอตเลติโก มาดริดจะกลายเป็นเพียงรองแชมป์ทันที ซึ่งฤดูกาลนั้นดิเอโก้ คอสต้า ได้สร้างชื่อได้แบบเต็มตัวด้วยการซัดไปถึง 27 ประตู รวมถึงโกเก้ กองกลางดาวรุ่งของทีมที่ก้าวขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น และได้เป็นตัวหลักของทีมในปัจจุบันทั้งคู่ ถึงแม้ว่าดิเอโก้ คอสต้า จะเคยถูกขายไปให้กับเชลซีมาแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ย้ายกลับมาร่วมทีมอีกครั้งเมื่อฤดูกาลก่อน
ฤดูกาล 2013-2014 แอตเลติโก มาดริดมีโอกาสได้ดับเบิ้ลแชมป์ด้วย เมื่อได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ต้องทำศึกมาดริด ดาร์บี้พบกับเรอัล มาดริดที่ประเทศโปรตุเกส และเกมต้องเข้าไปถึงช่วงต่อเวลา หลังจากที่เสมอกันใน 90 นาที 1-1 แต่สุดท้ายก็มาหมดแรงในช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ จนโดนทีม “ราชันย์ชุดขาว” ถลุงไป 3 ดอกจนทำให้แพ้ไปในที่สุด 4-1 ซึ่งนั่นไม่ใช่การชิงเพียงครั้งเดียวของพวกเขา เพราะอีก 2 ปีต่อมา แอตเลติโก มาดริดก็มีโอกาสที่จะล้างตาเรอัล มาดริดในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งที่ซาน ซีโร่ แต่สุดท้ายก็ไปดวลจุดโทษแพ้ให้กับลูกทีมของซีเนอดีน ซีดาน และต้องอกหักเป็นครั้งที่ 2 ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปจนได้ กับการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า ยูโรป้า ลีกเมื่อปี 2018 ด้วยการถล่มโอลิมปิก มาร์กเซยแบบหมดรูป 3-0
หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ ยูโรป้า ลีก มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา แอตเลติโก มาดริด ก็ได้มีการทำทีมที่เปลี่ยนไป และได้กลายเป็นทีมมือเติบ และพยายามซื้อนักเตะดาวดังเข้ามาเสริมทีมด้วยเงินก้อนโต เรียกว่ามักใหญ่ไฝ่สูงก็ว่าได้ที่จะพยายามเทียบรุ่นกับบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด โดยพวกเขาทุ่มเงินคว้าตัวทำลายสถิติสโมสรมา 2 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว
- โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วทุ่มเงินถึง 70 ล้านยูโรคว้าตัว โตมาส์ เลอมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสมาจากโมนาโก
- และก่อนเริ่มฤดูกาลนี้ก็ทุ่มเงิน 120 ล้านยูโรเป็นค่าฉีกสัญญาคว้าตัว ชูเอา เฟลิกซ์ ตัวรุกดาวรุ่งทีมชาติโปรตุเกส มาจากเ บนฟิก้า เพื่อหวังมาเป็นตัวแทนของ อ็องตวน กรีซมันน์ กองหน้าที่ถูกบาร์เซโลน่าดึงตัวไปร่วมทีม
แต่ถึงแม้ว่าสโมสรจะทุ่มเงินมหาศาลคว้าตัวนักเตะมาเสริมทีมก็ตาม แต่ในแง่ของผลประกอบการแล้ว ทีม “ตราหมี” ถือว่าไม่ได้ขาดทุนมากมายอะไรนัก อย่างในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังมีผลต่างเป็นบวกด้วยซ้ำในเรื่องของการซื้อขายนักเตะ เนื่องจากพวกเขาโดนทีมอื่นทุ่มเงินฉีกสัญญานักเตะตัวหลักของทีมออกไปถึง 3 คน ทั้ง
- อ็องตวน กรีซมันน์
- ลูก้าส์ แอร์กน็องเดส
- และ โรดรี้
- และ รวมถึงดิเอโก้ โกดิน
ด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาถือว่าเป็นนักเตะแกนหลักของทีม และถึงแม้ว่าพวกเขาจะคว้าตัวนักเตะใหม่เข้ามาทดแทนก็ตาม แต่ว่าดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็ต้องมีปรับจูนทีมกันใหม่อีกครั้ง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องจากฤดูกาลก่อน
สัญญาณของทางตัน
จุดแด่นของ แอตเลติโก มาดริด ในยุคของซิเมโอเน่นั้นคือเรื่องของเกมรับที่เขามี ดิเอโก้ โกดิน ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัยเป็นตัวหลักของทีมมาตลอดนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีม และฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่เขาไม่ มีกองหลังคู่บุญไว้ใช้งานหลังจากปล่อยไปให้กับ อินเตอร์ มิลานแล้ว ทำให้แนวรับของทีมในฤดูกาลนี้ก็ไม่เหนียวแน่นเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งเกมรุกที่ไม่ใช่จุดเด่นของเขาแต่อย่างใดก็ขาดอ็องตวน กรีซมันน์ไปอีก ถึงแม้ว่าจะคว้าชูเอา เฟลิกซ์มาได้ แต่เจ้าหนูรายนี้ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งก็ยังไม่สามารถปรับตัวกับลีกแดนกระทิงดุได้ ซึ่งดาวรุ่งวัย 19 ปีรายนี้โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นที่สุดคือในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มต้นฤดูกาลเท่านั้น หลังจากนั้นมาผลงานถือว่าไม่ได้น่าประทับใจแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าทีมจะมีทั้งดิเอโก้ คอสต้า และอัลบาโร่ โมราต้า 2 กองหน้าดีกรีทีมชาติสเปนอยู่ในทีม ก็ไม่ค่อยช่วยทำประตูให้ทีมได้เท่าที่หวังไว้ เพราะตัวเปิดป้อนในแดนกลางของแอตเลติโก มาดริดนั้นแทบไม่มี
เมื่อระบบของดิเอโก้ ซิเมโอเน่เน้นไปที่การใช้กองกลางที่เป็นเชิงรับ หรือไม่ก็เล่นแบบบ็อก ทู บ็อกเป็นหลัก ซึ่งบางนัดเขาก็ใช้มิดฟิลด์ตัวกลางมายืนเป็นตัวริมเส้นด้วยซ้ำ ทำให้แต่ละนัดพวกเขาได้โอกาสในการเข้าทำน้อยมากเมื่อเทียบกับทีมในระดับหัวตารางด้วยกัน โดยแอตเลติโก มาดริดในฤดูกาลนี้เป็นทีมที่ทำประตูได้น้อยที่สุดในบรรดา 10 อันดับแรก โดยเหนือกว่าเพียงแอตเลติก บิลเบาทีมเดียวเท่านั้น ซึ่งพวกเขามีโควต้านัดละประตูเดียวเท่านั้นจากค่าเฉลี่ย
ถึงแม้ว่าดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบอร์ดบริหารมาโดยตลอด แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ซึ่งดูเหมือนมันกำลังจะใกล้เข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นการที่สโมสรปลดเขาออกจากตำแหน่ง หรือว่าจะเป็นการที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ถอดใจลาออกไปก็ตาม ซึ่งพอดีว่า สัญญาของเขากับแอตเลติโก มาดริดนั้นจะหมดลงหลังจากจบฤดูกาลนี้พอดี ซึ่งหากว่าช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้เขายังไม่สามารถพาทีม “ตราหมี” กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมให้มีอันดับ ตารางบอล ได้อีกครั้ง ก็อาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีมในเมืองหลวงของสเปนทีมนี้แล้วก็ได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นการจากกันที่สวยงาม และไม่ต้องถูกปลดจากตำแหน่งแต่อย่างใดด้วย